ทำความรู้จักกับ Linux


ตั้งแต่ Windows 11 ออกมาก็มีกระแสตอบรับไม่ค่อยดีเท่าไหร่ทั้งปัญหาเรื่องบั๊ก อัพเดตแล้วก็เจอปัญหาใหม่อีกเรื่อยๆ การติดตั้งก็ต้องต่อเน็ตไม่สามารถลงแบบ offline เหมือนเมื่อก่อนได้ รวมถึงความต้องการด้าน hardware ที่ทำให้เครื่องรุ่นเก่าใช้ไม่ได้ จน Windows 10 หยุดซัพพอร์ตหลายคนจึงเริ่มมองหาทางเลือกอื่น mac เองก็เป็นที่นิยมนอกจากความรู้สึกหรูหราแล้ว hardware ยังทำออกมาดีแต่ราคาก็ค่อนข้างสูง ดังนั้นสำหรับคนที่มีงบจำกัดหรือมีเครื่องคอมฯ เก่าอยู่แล้วการเปลี่ยนมาใช้ Linux จึงเป็นทางเลือกที่คนเริ่มสนใจกันมากขึ้น แต่ก่อนที่จะตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้ Linux กันมีบางเรื่องที่เราควรต้องรู้ความแตกต่างกับ Windows 

Linux ใช้ยาก?

 เวลาพูดถึง Linux บางคนอาจจะนึกถึงจอดำๆ ใช้งานด้วยการพิมพ์คำสั่ง นึกถึงพวกเนิร์ด พวกกรีก โปรแกรมเมอร์ หรือแฮ๊กเกอร์ หรือสภาพแวดล้อมกราฟิกเชยๆ ทำให้รู้สึกว่าใช้ยากหรือไม่น่าใช้ นั่นคือความจริงเมื่อหลายสิบปีก่อน ความจริงอีกอย่างก็คือ Linux เป็นญาติห่างๆ กับ macOS และเป็นไส้ในของ Android และ server ของเว็บทั้งหลายที่เราใช้กันส่วนใหญ่ใช้ Linux

 macOS สืบเชื้อสายมาจาก BSD Unix หรือ Berkeley Software Distribution ส่วน Linux นั้นถูกสร้างขึ้นมาใหม่โดยแรงบันดาลใจจาก Minix ที่เป็นระบบปฏิบัติการแบบ UNIX ที่ใช้ในการสอนเกี่ยวกับระบบปฏิบัติการ ทั้ง Linux และ macOS มีโครงสร้างไฟล์ที่คล้ายกันเป็นระบบรากเหมือนกันต่างจากระบบ disk เหมือน Windows ถ้าสามารถทำความคุ้นเคยกับ macOS ได้การใช้งาน Linux ก็ไม่ยากลำบากเกินไป

 Linux ปัจจุบันรองรับการใช้งานระบบกราฟิกเต็มรูปแบบเหมือน Windows และ macOS สามารถใช้งานทั่วไปได้โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยการพิมพ์คำสั่ง

 ด้าน hardware แม้ว่าอาจจะไม่มี driver จากผู้ผลิตสำหรับอุปกรณ์ครบเหมือน Windows แต่อุปกรณ์ส่วนใหญ่ก็ทำงานได้ดีโดยไม่จำเป็นต้องติดตั้ง driver เพิ่มเติม และปัจจุบันก็มีอุปกรณ์ที่รองรับมากขึ้น

 ด้าน software แม้ว่าโปรแกรมที่เคยใช้งานบน Windows หลายตัวจะไม่มีรุ่นสำหรับ Linux แต่ส่วนใหญ่ก็สามารถติดตั้งและใช้งานบน Linux ได้ผ่าน Wine ที่เป็นตัวแปลงคำสั่งที่โปรแกรมเรียกใช้ใน Windows เป็นคำสั่งของ Linux ซึ่งมีโปรแกรมเสริมหลายตัวที่ช่วยในการตั้งค่าให้ใช้งานโปรแกรมและเกมบน Windows เหล่านั้นได้ง่ายขึ้นเช่น Lutris, Bottles, PlayOnLinux เป็นต้น

Linux มีหลาย Distro 

Distro หมายถึง Linux Distribution เจ้าต่างๆ เนื่องจาก Linux เป็น open source ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์การค้าและสามารถเข้าถึง source code ได้ทำให้มีหลายคนหรือองค์กรที่นำ Linux ไปพัฒนาเป็นของตัวเอง โดยระบบปฏิบัติการ (Operating System หรือ OS) ทั้งหลายประกอบไปด้วยโปรแกรมต่างๆ จำนวนมากเช่น แกนประมวลผลหลัก ตัวจัดการ process ตัวจัดการ input output ตัวจัดการผู้ใช้ เป็นต้น ต่างจาก Windows ที่แต่ละองค์ประกอบมาจากผู้พัฒนาเดียวกัน แต่ของ Linux นอกจากแกนหลักที่เรียกว่า Kernel แล้วส่วนอื่นๆ ก็จะมีคนพัฒนาแยกออกไปมากมายซึ่งจะกล่าวถึงภายหลัง โดย Linux แต่ละเจ้าที่ถูกพัฒนาโดยเอา Kernel และโปรแกรมอื่นๆ มารวมกันเป็น OS จะเรียกว่า Distro ประกอบไปด้วย OS และคลังโปรแกรม (repository) ซึ่งจะแบ่งเป็นกลุ่มตามสายตระกูลหลักเช่น
  • Slackware เก่าแก่แต่มีแตกสายออกไปน้อย
  • Debian กลุ่มนี้น่าจะใหญ่สุดตัว Distro สำหรับคอมพิวเตอร์ส่วนบุคลที่ดังๆ คนไทยรู้จักกันเยอะก็เช่น Ubuntu, Mint 
  • Red Hat มาจากบริษัท Red Hat ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจกลุ่มแรกๆ ที่ทำกิจการเกี่ยวกับ Linux ในเชิงพาณิชย์
  • Arch เป็น Distro ที่ใช้กระบวนการอัพเดตแบบ rolling release คืออัพเดตได้เรื่อยๆ ต่างจาก Distro ส่วนใหญ่ที่จะแบ่งเป็นรุ่น (version หรือ release) แยกจากกันเหมือน Windows 7, 10, 11 แต่ละรุ่นจะอัพเดตแยกกันและมีหมดอายุการอัพเดตต้องขยับไปรุ่นใหม่ซึ่งอาจมีปัญหากับโปรแกรมเก่าบางตัวที่ติดตั้งไว้ก่อน แต่ Arch และ Distro อื่นๆ ที่ใช้ระบบ rolling release จะไม่แยกรุ่นของ Distro 
ในแต่ละสายจะมีจุดต่างที่เห็นชัดคือระบบจัดการแพ็กเกจซึ่งจะกล่าวถึงภายหลัง แต่ละ Distro ก็จะใช้ส่วนประกอบต่างกันไปตามแต่ละเจ้าเลือกมาโดยมีจุดเด่นข้อดีข้อเสียต่างกันเช่นบาง Distro เน้นความเสถียรแต่ส่วนประกอบต่างๆ จะไม่ใช้ของใหม่ บาง Distro เลือกที่จะใช้ส่วนปรกอบใหม่สุดเสมอ บาง Distro ออกแบบมาสำหรับเครื่องเก่ากินทรัพยากรน้อย บาง Distro ออกแบบเน้นใช้งาน hardware สเปคสูงเพื่อประสิทธิภาพเป็นต้น 

 Linux มีระบบไฟล์หลายแบบ และมีโครงสร้างไฟล์ที่ต่างจาก Windows 

ชนิดของระบบไฟล์ 

 ใน Windows ก็มีระบบไฟล์หลายแบบแต่ปกติจะใช้กันสองแบบ แต่เดิมนั้นใช้ FAT32 ซึ่งเป็นระบบไฟล์เก่าแต่มาตั้งแต่สมัย DOS (Disk Operating System) ต่อมาใน Windows ยุคใหม่ได้เปลี่ยนมาใช้ NTFS แทน FAT32 นอกจากนี้ยังมี exFAT ที่ใช้กับพวก flash drive ด้วย ส่วนใน Linux จะมีระบบไฟล์ที่หลากหลายกว่าและเนื่องจากคนพัฒนามีอิสระในการเลือกส่วนประกอบของ Distro ของตัวเองทำให้แต่ละ Distro อาจมีระบบไฟล์ที่แตกต่างกันแต่ส่วนมากที่ใช้กันเยอะในปัจจุบันจะเป็น ext4 และ btrfs ซึ่งมีข้อดีแตกต่างกันไป และนอกจากระบบไฟล์ของตัวเองแล้ว Linux ยังรองรับระบบไฟล์ของ Windows ด้วยทำให้สามารถแชร์ไฟล์ระหว่างระบบและใช้งาน flash drive ได้อย่างไม่มีปัญหา แต่จะไม่สามารถกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงได้เหมือนกับระบบไฟล์ของ Linux

 นอกจากนี้ยังมี swap ที่เป็นพื้นที่บน disk สำหรับใช้ทำเป็นหน่วยความจำเสมือน (Virtual memory) ไว้ใช้สำรองข้อมูลเมื่อหน่วยความจำเต็มป้องกันไม่ให้โปรแกรมค้างหรือหยุดการทำงาน หรือใ้ช้เก็บข้อมูลที่ไม่ถูกเรียกใช้เพื่อประหยัดพื้นที่หน่วยความจำเช่นเปิดใช้งานหลายโปรแกรมโปรแกรมที่ไม่ได้ใช้งานก็อาจย้ายมาที่ swap เพื่อที่โปรแกรมที่กำลังทำงานอยู่ใช้งานพื้นที่หน่วยความจำได้มากขึ้น

โครงสร้างไฟล์ 

 ในส่วนของโครงสร้างไฟล์ Windows พัฒนามาจาก DOS ซึงเป็น OS สำหรับคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลยุคก่อนที่มีหน่วยเก็บข้อมลขนาดเล็ก ระบบไฟล์จะมองแต่ละหน่วยเก็บข้อมูลแยกกันเป็น Drive ต่างๆ และมีชื่อกำกับเป็น A, B, C, ...., Z โดยที่ A และ B นั้นใช้สำหรับแผ่นดิกส์ (floppy disk) ส่วนของ hard disk จึงเริ่มที่  C:\  และจะใช้  \  ในการแบ่ง folder ย่อยลงไปเช่น  C:\Users\Public\abc.exe  ส่วน Linux เป็น OS ที่ได้รับอิทธิพลมาจาก UNIX ซึ่งเป็น OS แบบผู้ใช้หลายคนทำงานบนเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ระบบไฟล์จะมองหน่วยเก็บข้อมูลเป็นก้อนเดียวโดยจะมีโครงสร้างเป็นต้นไม้โดยยอดสุดใช้สัญลักษณ์  /  แล้วแตกแขนงออกเป็น directory (folder) ต่างๆ โดยใช้  /  ในการแบ่งลำดับขั้นเหมือน  \  ของ Windows เช่น 
  •  / จุดเริ่มต้น
  •  /bin สำหรับเก็บโปรแกรมคำสั่งต่างๆ
  •  /etc สำหรับเก็บไฟล์กำหนดค่าต่างๆ ของระบบ
  •  /home สำหรับเก็บ folder ของผู้ใช้แต่ละคนคล้ายกับ \Users ใน Windows
  •  /home/johny/Documents/asdf.pdf ไฟล์ asdf.pdf ใน Documents ของผู้ใช้ชื่อ johny
  • .... 

ประเภทไฟล์ 

 ประเภทไฟล์ใน Windows จะกำหนดด้วยนามสกุล (extension) เช่น .exe สำหรับไฟล์โปรแกรมที่เรียกใช้งานได้ (executable) ใน Linux ประเภทไฟล์ไม่ได้ถูกกำหนดด้วยนามสกุลเราสามารถตรวจสอบประเภทไฟล์ได้ด้วยการใช้คำสั่ง file จาก Terminal (คล้าย cmd ของ Windows) หรือดู property ของไฟล์จากโปรแกรมประเภท file manager ของแต่ละ Distro ได้ ตามหลักแล้วเราสามารถกำหนดนามสกุลอะไรก็ได้หรือจะไม่มีนามสกุลก็ได้แต่เพื่อให้เราแยกประเภทได้ง่ายและสามารถเปิดโปรแกรมสำหรับไฟล์ประเภทนั้นๆ เราจึงไม่ควรกำหนดนามสกุลเองตามใจชอบ 

สิทธิ์การเข้าถึง

 เนื่องจาก Linux ออกแบบมาเป็น OS สำหรับผู้ใช้หลายคนจึงมีการกำหนดสิทธิ์การเข้าถึง files และ directories ว่าใครมีสิทธิ์บ้างและทำอะไรได้บ้างโดยแบ่งผู้ที่มีสิทธิ์เป็น เจ้าของหรือผู้สร้าง files และ directories นั้นๆ ผู้ใช้ที่อยู่กลุ่มเดียวกับเจ้าของหรือผู้สร้าง ใครก็ได้ โดยมีสิทธ์การใช้งานดังนี้ อ่านข้อมูล เขียนข้อมูล ทำงาน (ใช้กับไฟล์ที่เป็นโปรแกรมที่เรียกใช้ได้ หรือไดเรกทอรี่) ถ้าใช้คำสั่ง ls -l จะแสดงรายการไฟล์แบบละเอียดเช่น

drwxrwxr-x  2 wrong wrong   4096 Feb  1 20:31  data  
-rw-rw-r--  1 wrong wrong    490 Oct 13  2024  error.txt  
โดยคอลัมน์แรกจะแสดงสิทธ์การเข้าถึง d(directory) r(read) w(write) x(executable) มี 4 กลุ่มดังนี้
[d][rwx][rwx][rwx]
  • กลุ่มแรกบอกว่าเป็นไฟล์หรือไดเรกทอรี่ 
  • กลุ่มสองบอกสิทธ์ของเจ้าของ 
  • กลุ่มสามบอกสิทธ์ของกลุ่มเดียวกับเจ้าของ 
  • กลุ่มสุดท้ายบอกสิทธ์ของคนอื่นๆ ที่ไม่ใช่เจ้าของหรือกลุ่มของเจ้าของ
 เราสามารถเปลี่ยนแปลงสิทธ์ได้ด้วยคำสั่ง  chmod และเปลี่ยนเจ้าของหรือกลุ่มด้วยคำสั่ง chown แต่เรามามารถแก้ไขค่าพวกนี้ได้ผ่านโปรแกรมประเภท files manager ต่างๆ ของแต่ละ Distro โดยคลิ๊กขวาที่ไฟล์ที่ต้องการแล้วเลือก Properties คล้ายกับใน Windows แต่เราไม่มีสิทธ์ในการแก้ไขไฟล์ของผู้ใช้คนอื่นนอกจากเราจะใช้สิทธ์ของผู้ดูแลระบบ (root เหมือนกับ administrator ของ Windows) 

ระบบแสดงผลกราฟิก และส่วนติดต่อผู้ใช้

 Linux มีรากฐานมาจาก UNIX ที่เป็น OS เก่าแก่ซึ่งสมัยก่อนการใช้งานคอมพิวเตอร์ยังเป็นในลักษณะของการพิมพ์คำสั่งโต้ตอบ ก่อนยุคของ Windows เคยมี DOS ที่เป็น OS สำหรับคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลก็เป็นการพิมพ์คำสั่งเช่นกัน ภายหลังก็มีคนพัฒนาส่วนโต้ตอบผู้ใช้ (User Interface หรือ UI) ทั้งแบบที่เป็นข้อความ (Text-based UI หรือ TUI เช่น Norton Commander, DESQview, MenuWorks)

 
Norton Commander


DESQview

หรือแบบกราฟิก (Graphical UI หรือ GUI เช่น Gem, DOS Shell, Windows) 

Gem Desktop

MS-DOS Shell


ครอบบน DOS อีกทีซึ่ง Windows ก็เคยเป็นหนึ่งในนั้นก่อนจะมาเป็น OS เต็มตัวในภายหลัง

 ในส่วนของ UNIX เองก็มีการพัฒนา GUI เช่นกันเรียกว่า X Window System เป็น framework สำหรับการแสดงผลกราฟิก วาดและย้ายหน้าต่าง รับข้อมูลจากคีย์บอร์ดและเม้าส์เป็นต้น โดยจะแบ่งออกเป็นสองส่วนคือ X server และ X client เนื่องจาก UNIX เป็น OS บนเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่เช่น Super computer ทั้งหลายมีผู้ใช้งานหลายคนทำงานโดยใช้เครื่องที่เรียกว่า Terminal เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ผ่านระบบเครือข่าย จึงแยกการทำงานออกจากกันมี protocal ในการสื่อสารระหว่างเครื่องลูกข่าย (client) กับแม่ข่าย (server) เรียกว่า X11 แม้แต่การใช้งานในเครื่องเดียวกันโปรแกรมแต่ละตัวก็จะเป็นแต่ละ client เช่นกัน


 Linux ก็รับเอา X Window System มาใช้เช่นกันแต่นอกจาก X11 ยังมี Wayland เป็นอีกตัวเลือกหนึ่ง 

Window Manager และ Desktop Environment 

Window Manager (WM) เป็นยุคแรกของ GUI ซึ่งปัจจุบันก็ยังมีใช้งานอยู่จะเป็นโปรแกรมที่ครอบบน X Window System อีกทีโดยจะเป็นตัวจัดการหน้าต่างตามชื่อทั้งรูปลักษณ์ การจัดเรียงหน้าต่าง (ย่อ ขยาย เคลื่อนย้าย) ตำแหน่งปุ่มควบคุม เมนู และ short-cut ต่างๆ มีมากมายหลายตัวเช่น FVWM, FluxBox, IceWM, ... 
FVWM

FluxBox

ปัจจุบัน WM ก็ยังมีการพัฒนาและใช้งานอยู่เนื่องจากมีขนาดเล็กและกินทรัพยากรน้อยเหมาะใช้งานกับเครื่องที่สเปคไม่สูงมาก 

Desktop Environment (DE) เป็นการพัฒนาต่อจาก WM โดยจะมีตัวจัดการสภาพแวดล้อมทั้งหมดแบบ GUI เช่น Panel, Widget, Notification, Wallpaper, Animation, Effect, ... และชุดเครื่องมือที่เป็น GUI เต็มรูปแบบ ซึ่งแต่ละ Distro ก็จะเลือกใช้ DE แตกต่างกันไปบาง Distro ก็มี DE ให้เลือกมากกว่าหนึ่ง (แต่เราก็สามารถติดตั้งเพิ่มเองได้) บาง DE เน้นที่การใช้งานง่ายไม่ยุ่งยาก บางตัวยืดหยุ่นปรับแต่งได้หลากหลาย บางตัวมีความหรูหราสวยงามมี effect, animation ต่างๆ บางตัวเน้นเรียบง่ายแต่ขนาดเล็กเบาทำงานเร็วเป็นต้น DE ที่เป็นที่นิยมเช่น KDE, GNOME, Xfce, ... 

KDE Plasma

Xfce

การติดตั้งโปรแกรม

 ในแต่ละ Distro มักจะมีคลังโปรแกรม (Repository หรือ repo) มาให้อยู่แล้วซึ่งสามารถติดตั้งโปรแกรมที่ต้องการจากในคลังได้โดยใช้โปรแกรมจัดการแพ็กเกจ (Package Manager) ซึ่งมีทั้งแบบ 
  • บรรทัดคำสั่ง (Command line เช่น APT, DNF, Packman, Homebrew, Flatpak, Snap) เป็นการพิมพ์คำสั่งในหน้าต่าง Terminal (คล้ายๆ cmd ใน Windows) 
  • แบบ TUI ครอบทับ command line อีกทีเช่น Aptitude ทับ APT 
  • แบบ GUI ครอบทับ command line เช่น Muon, Synaptic 
  • แบบสมัยใหม่ที่เป็นลักษณะคล้าย App Stores เช่น GNOME Software, Discover
Aptitude

Muon

Ubuntu Software Center

 โดยจะใช้ Package Manager ต่างกันไปตามประเภทของแพ็กเกจที่ Distro ใช้เช่น 

  • สาย Debian นามสกุลเป็น .deb ก็จะใช้ dpkg, apt 
  • สาย Red Hat นามสกุลเป็น .rpm ก็จะใช้ rpm, zypper, yum, dnf 
  • สาย Arch นามสกุลเป็น .pkg.tar.zst ก็จะใช้ pacman 
  • สาย Slackware นามสกุลเป็น .txz ก็จะใช้ slackpkg เป็นต้น
 นอกจากติดตั้งโปรแกรมที่มีอยู่ใน repo ที่แต่ละ Distro มีให้แล้วยังสามารถเพิ่ม repo จากแหล่งรวมแพ็กเกจอื่นหรือโหลดไฟล์แพ็กเกจมาติดตั้งเองได้โดยส่วนใหญ่ที่มีคนทำไว้จะเป็น .deb กับ .rpm 
 แต่การติดตั้งโปรแกรมนอก repo อาจมีปัญหาความเข้ากันของไฟล์ในแพ็กเกจเช่นใช้ shared library ต่างรุ่นกันทำให้ติดตั้งไม่สำเร็จหรือใช้งานแล้วมีปัญหาได้จึงมีคนคิดระบบแพ็กเกจที่สามารถใช้ร่วมกันระหว่างค่ายหรือค่ายเดียวกันแต่ต่างรุ่นกันได้โดยไม่มีปัญหาเช่น Flatpak, Snap, AppImge เป็นต้นโดยโปรแกรมแต่ละตัวจะมีสภาพแวดล้อมของตัวเองอย่างเช่น AppImage ก็จะรวมทุกไฟล์ไว้เป็นไฟล์เดียวคล้ายกับเป็นไฟล์ .exe บน Windows ทำให้ไม่ต้องติดตั้งแค่ก๊อปปี้ไฟล์มาแล้วเปลี่ยน property ให้เป็น executable ก็สามารถรันโปรแกรมนั้นได้แต่ก็จะมีคนทำโปรแกรมช่วยจัดการไฟล์ให้ใช้งานสะดวกขึ้นเช่น Gear Lever หรือ AppImage Launcher ที่จะย้ายตำแหน่ง เปลี่ยนชื่อไฟล์ สร้างรายการใน start menu รวมถึงการตรวจสอบและอัพเดตรุ่นใหม่ให้ ซึ่งแพ็กเกจพวกนี้นอกจากจะหาโหลดจากแหล่งทางการของโปรแกรมแต่ละตัวแล้วก็จะมี repo ของตัวเองอย่าง Flathub เป็นแหล่งรวมโปรแกรมต่างๆ ที่เป็นรูปแบบของ Flatpak หรือ AppImageHub เป็นแหล่งรวมโปรแกรมที่เป็นแบบ AppImage

Gear Lever

โปรแกรมใช้งาน

 เนื่องจาก Linux เป็นโปรแกรมแบบ open source สามารถใช้งานได้ฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายภายใต้เงื่อนไขของสัญญาอนุญาต ดังนั้นโปรแกรมส่วนใหญ่ก็เป็น open source เช่นกัน ซึ่งสามารถใช้ทดแทนโปรแกรมหลายตัวบน Windows ได้เช่น

Koodo Reader

MyPaint


OnlyOffice Document

Kdenlive

Gambas IDE (Basic)

Lazarus IDE (Pascal)





มาลองใช้ Linux กัน

 เนื่องจาก Linux มี Distro มากมายการที่จะรู้ว่าตัวไหนที่เหมาะกับเราก็ต้องทดลองใช้งานดูเพื่อให้รู้ว่าเราถนัดหรือคุ้นเคยแค่ไหน ใช้งานยากง่ายอย่างไร และสามารถใช้กับเครื่องที่มีได้โดยไม่มีปัญหา โดยก่อนหน้านั้นก็จะมีแนวทางในการเลือกคร่าวๆ ดังนี้
  • เลือกจากความนิยมและมีผู้ใช้มาก หมายถึงว่า Distro นั้นจะมีชุมชนผู้ใช้จำนวนมากให้ปรึกษา มีเอกสาร บทความ หรือคลิปสอนการใช้งาน ซึ่งเหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นที่ยังไม่คุ้นเคย นอกจากนี้ Distro ที่มีฐานผู้ใช้มากมักจะมีคนพัฒนา driver รองรับอุปกรณ์มากกว่า มีโปรแกรมใน repo ที่หลากหลายกว่าพวก Distro  ที่ไม่ค่อยมีคนรู้จักและยังมีความน่าเชื่อถือกว่าด้วย บาง Distro มี่มีการทำเป็นการค้าจะมีบริการแก้ไขปัญหาให้ลูกค้าด้วย
  • เลือกจากความทันสมัย Distro ที่มีการอัพเดตสม่ำเสมอทำให้แน่ใจว่าบั๊กเก่าๆ ได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็ว (แต่ก็อาจได้บั๊กใหม่ๆ มาเช่นกัน) มีคุณสมบัติใหม่ๆ ให้ใช้งาน รองรับอุปกรณ์ใหม่ๆ และใช้งานกับโปรแกรมรุ่นใหม่ๆ ได้
  • เลือกจากความเสถียร Distro ไม่ค่อยอัพเดตบ่อยส่วนใหญ่จะเป็นแก้บั๊ก โปรแกรมไม่ใหม่มากแต่ใช้งานได้ดีไม่มีปัญหา เหมาะกับการใช้งานยาวๆ
  • เลือกจากประสิทธิภาพ Distro ที่ปรับแต่งสำหรับการใช้ hardware หนักๆ เช่นเล่นเกม ทำงานกราฟิก เป็นต้น
  • เลือกแบบประหยัด Distro ขนาดเล็กใช้พื้นที่ และหน่วยความจำไม่มาก สำหรับผู้ที่มีเครื่องเก่ามีทรัพยากรจำกัด
  • เลือกสำหรับงานเฉพาะทาง Distro ที่ปรับแต่งสำหรับงานบางอย่างเช่น Kali สำหรับการทดสอบระบบ โดยจะมีเครื่องมือสำหรับทำงานด้านนี้เตรียมไว้พร้อมไม่ต้องมาติดตั้งเพิ่มเอง หรือ Distro ที่เอามาทำเป็น web server, files server เป็นต้น
 จากนั้นเราก็มาเลือก WM หรือ DE ที่จะใช้ บาง Distro มี DE หลักมาอย่างเดียว บาง Distro มีให้เลือกตอนติดตั้งได้ว่าจะใช้ตัวไหน บาง Distro ก็ทำตัวติดตั้งแยกสำหรับแต่ละ DE ไปเลยก็มี โดยข้อมูลสำหรับ Distro ต่างๆ สามารถไปดูได้ที่ Distrowatch เป็นเว็บที่รวบรวมข้อมูล ข่าวสาร และจัดอันดับของ Distro ต่างๆ

หน้าเว็บ Distrowatch

 หลังจากเลือกแล้วเราก็จะมาลองเล่นกัน เราสามารถลองใช้งานได้หลายวิธีดังนี้
  • ลองใช้ผ่านเว็บ Distrosea มี Distro ให้เลือกเล่นมากกว่า 80 ตัวโดยไม่ต้องติดตั้งเพียงแต่เล่นผ่านเว็บอาจช้าไม่ลื่นไหล เอาไว้สำหรับทำความคุ้นเคยการใช้งานเฉยๆ ดูว่าเราชอบ UX/UI แบบไหน
  • ลองใช้จาก CD หรือ flash drive บาง Distro จะมี image ไฟล์ให้โหลดมาเขียนลง CD/DVD หรือ USB ซึ่งใส่แผ่นหรือเสียบ flash drive แล้วเปิดเครื่องตั้งให้บูตจากสื่อที่ใช้ได้เลยโดยไม่ต้องติดตั้ง และถ้าเล่นจนพอใจแล้วค่อยติดตั้งลงเครื่อง แต่บาง Distro ก็ออกแบบสำหรับใช้งาบน flash drive เท่านั้นไม่สามารถติดตั้งลงเครื่องได้ เหมาะสำหรับพกพาไปทำงานบนเครื่องอื่นเช่นร้านเน็ต ห้องคอมฯ โรงเรียน เป็นต้น
  • ติดตั้งในเครื่องเสมือน (Virtual Machine หรือ VM) เช่น VMWare, VirtualBox เป็นการจำลองเครื่องคอมฯ ซ้อนบนคอมฯ ของเราเพื่อติดตั้ง Linux ข้อดีคือสามารถใช้งาน OS เก่าของเราได้และสลับไปใช้ Linux ได้โดยไม่ต้องปิดเปิดเครื่องใหม่ ข้อเสียคือกินทรัพยากรเครื่องมากและการใช้งานไม่ลื่นไหล เหมาะเอาไว้ทดลองเล่น หรือทำงานบางอย่างที่ต้องใช้ Linux แต่ส่วนใหญ่ยังทำบน Windows อยู่
  • ติดตั้งบน WSL (Windows Subsystem for Linux) ข้อดีคือกินทรัพยากรน้อยกว่า VM แต่ไม่ได้ใช้งาน GUI แบบเต็มระบบ ปกติจะเป็นการใช้งานบรรทัดคำสั่ง หรือใช้งานโปรแกรมบน Linux แบบ GUI (มีใน WSL2) เหมือนการเปิดหน้าต่างโปรแกรมบน Windows เหมาะสำหรับการทำงานบางอย่างที่จำเป็นต้องใช้โปรแกรมบน Linux เช่นเครื่องมือการเขียนโปรแกรมบางอย่าง เครื่องมือตรวจสอบระบบ เป็นต้น นอกจากนี้ WSL ยังรองรับ Distro ที่จะติดตั้งได้แค่ไม่กี่ตัวเท่านั้น
  • ติดตั้งแบบ Dual boot ข้อดีคือแต่ละ OS สามารถใช้งานเครื่องได้เต็มประสิทธิภาพ ข้อเสียคือไม่สามารถใช้พร้อมกันได้ต้องปิดแล้วเปิดใหม่เพื่อบูตเข้าอีก OS นอกจากนี้การติดตั้งต้องมีการเตรียม partition ของ disk ไว้ก่อนทำให้ไม่เหมาะลงบนเครื่องที่มี OS เดิมลงไว้แบบเต็ม partition
  • สุดท้ายคือการติดตั้งเต็มรูปแบบสำหรับคนที่ต้องการจะเปลี่ยนไปใช้ Linux แบบเต็มตัว หรือจะใช้เป็นเครื่องสำรอง หรือทำเป็น Home server ก็ได้ครับ
สุดท้ายแล้วหากใครลองแล้วถูกใจตอบโจทย์การใช้งานได้ก็ขอแสดงความยินดีด้วยครับ ส่วนใครที่รู้สึกว่ายังไม่ใช่ก็ไม่เป็นไรไว้เจอกันใหม่ครั้งหน้าครับ


ความคิดเห็น